Category: ข่าวทั่วไป

แม่ค้าขายมะม่วงลูกละ50บาท

เป็นเรื่องดังในโลกโซเชียลขณะนี้เรื่องที่แม่ค้าคนหนึ่งได้ขายมะม่วงและผลไม้ต่างๆในตอนแรกคนที่ถูกหลอกนั้นเห็นว่าตรงร้านนั้นได้ติดป้ายไว้ว่ามะม่วง 1 ลูกเหรอ 1 ถุงราคา 20 บาท

คนที่ถูกหลอกจะได้เดินเข้าไปหาแม่ค้าและขอซื้อมะม่วง 1 ถุงพร้อมกับใส่พริกเกลือ แต่พอจะรับถุงแม่ค้าก็บอกว่า 50 บาทแล้วก็บอกว่าจะ 50 บาทได้ยังไงในเมื่อป้ายนี้อยากได้ว่าถุงละ 20 บาทแม่ค้าบอกว่าถ้าเกิดว่ามะม่วงที่ซื้อนั้นเป็นมะม่วงที่ผลเล็กจะคิดราคาเพียงแค่ 20 บาทเท่านั้นแต่มะม่วงผลที่ใส่ให้ในถุงของลูกค้าที่ตกเป็นเหยื่อนี้นั้นมะม่วงผลใหญ่แม่ค้าจึงคิดราคา 50 บาทมะม่วงราคา 30 บาท

และพริกกับเกลืออีก 20 บาทรวมกันเป็น 50 บาทหลังจากนั้นลูกค้าจะได้บอกว่าถ้างั้นไม่เอาแล้วเพราะราคาไม่ตรงปกหลังจากนั้นแม่ค้าก็บอกว่าไม่ได้ยังไงก็ต้องจ่ายราคา 50 บาทเนื่องจากได้ทำการปอกมะม่วงเรียบร้อยแล้วดังนั้นทางลูกค้าก็ต้องจ่าย ทางลูกค้าจนต้องจำใจจะต้องจ่ายแต่หลังจากที่เธอกลับบ้านไปเธอได้ไปโพสเรื่องราวที่เธอได้พบในวันนี้หลังจากที่เรื่องราวของแม่ค้าที่ขายมะม่วงลูกละ 50 บาท

นั้นถูกแชร์ออกไปในโลกโซเชียลวันต่อมาเมื่อทีมนักข่าวได้ไปที่นั่นเพื่อที่จะถามและสัมภาษณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ได้พบว่าแม่ค้าคนนั้นได้หนีไปขายที่อื่นแล้วแต่ทางนักข่าวก็ไม่ยอมแพ้และได้ไปถามกับวินมอเตอร์ไซค์แถวๆนั้นได้เรื่องมาว่า ตัวเองก็โดนเหมือนกันคือจะมีผู้ชายกับผู้หญิง 2 คน ขายผลไม้ผ่านมาแถวนี้ทุกๆวันหลังจากนั้นมีอยู่วันนึงวินมอเตอร์ไซค์จิ๋วนึงได้ไปซื้อมะม่วงกับคนขายผลไม้

เพราะเห็นว่ามะม่วงน้ำปลาหวานราคาแค่ 20 บาทจึงได้ไปซื้อแต่เมื่อไปซื้อแม่ค้าดันบอกว่าราคา 50 บาททางวินมอเตอร์ไซค์บอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อป้ายก็ชี้ๆอยู่ว่าราคา 20 บาทหาแม่ค้าก็บอกว่าตนได้คิดราคามะม่วง 30 บาทเนื่องจากมะม่วงผลใหญ่มากเพราะถ้าคนเล็กก็จะคิดราคาแค่ 20 บาทแต่มีผลใหญ่จึงคิดราคา 30 บาท

คิดค่าน้ำปลาหวานอีก 20 บาทรวมๆเป็น 50 บาทหลังจากนั้นวินก็บอกว่าไม่ซื้อยกเลิกแม่ค้าก็บอกว่าซื้อต้องจ่ายเพราะว่าตนได้ปอกเปลือกมะม่วงไปเรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นวินมอเตอร์ไซค์ก็จำเป็นที่จะต้องทำใจจ่ายเงินให้กับแม่ค้าอ้อนก็ได้เสียความรู้สึกมากแล้ว

ก็ไม่เคยซื้อของจากร้านนั้นอีกเลยแต่ต้นก็ไม่ได้โพสต์ใน Facebook เหมือนกับที่ลูกค้าคนนี้ทำแต่ก็ต้องขอบคุณลูกค้าคนนี้ที่ไปโพสต์เรื่องราวให้ทุกคนได้รู้อย่างนั้นทุกคนก็จะได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้คนหลายคนก็เริ่มมาหลอกคนด้วยกันเองแล้ว 

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย    ทดลองเล่นบาคาร่า

หนุ่มส่งข้าวเดือดร้อน

หนุ่มขับรถส่งข้าวกล่องโอด  สั่งซื้อข้าวร้านโคตรไกลแต่ให้เวลาส่งไม่ถึงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายยกเลิกรายการที่สั่ง ถามยังนี้ใครรับผิดชอบ

            จากกรณีที่มีการแชร์ข้อความของหนุ่มขับรถส่งอาหารของบริษัทรับส่งของดังบริษัทหนึ่ง โดยระบุว่าตนเองขับรถอยู่แถวเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ลูกค้าอยู่แถวบางใหญ่โทรมาสั่งข้าวกล่องร้านอาหารแถวข้าวสาร ซึ่งคนกรุงเทพจะรู้ดีอยู่แล้วว่าถนนเส้นนั้นรถติดมากมาย ซึ่งพนักงานก็รับรายการและรีบขี่รถจักรยานยนต์มาซื้อให้ ซึ่งลูกค้าก็สั่งในปริมาณหลายกล่องและยังบอกให้ขอน้ำจิ้มเพิ่มอีกด้วย

แต่หลังจากที่สั่งไม่นาน คนที่สั่งก็ไลน์กลับมาหาพนักงานส่งข้าวว่าหากเกิน 20.00 น. แล้วยังมาไม่ถึงก็ไม่ต้องเอาข้าวมาส่งเพระจะไม่อยู่รอรับ ต้องออกไปทำงาน ซึ่งเวลาที่ลูกค้าคนดังกล่าวสั่งคือเวลา 19.39 ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยที่จะสามารถซื้อข้าวหลายกล่องแล้วไปส่งจากข้าวสารไปบางใหญ่ทันไม่ในเวลาไม่กี่นาที

เพราะนอกจากพนักงานจะต้องฝ่ารถติดแล้วยังต้องรอคิวร้านทำข้างกล่องอีกหลายกล่องซึ่งก็ใช้เวลานานหลายนาทีอยู่แล้ว และกว่าจะฝ่ารถติดจากข้าวสารไปบางใหญ่อีกอย่างน้อยๆคงใช้เวลาเป็นชั่วโมงแต่ลูกค้ารายนี้กลับให้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ทัน ซึ่งเมื่อเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ พนักงานส่งอาหารก็ต้องจ่ายเงินเอง เมื่อมีการแชร์ข้อความนี้ออกไป

คนในสังคมโซเชียวก็พากันรุมด่าคนทีสั่งอาหารเพราะทุกคนที่ได้อ่านข้อความต่างก็มั่นใจว่าคนที่สั่งอาหารนี้ไม่ได้ต้องการจะกินข้าวจริงๆแต่ต้องการที่จะแกล้งพนักงานส่งข้าวเท่านั้น เพราะทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าระยะทางไกลขนาดนั้นไม่สามารถเดินทางได้ทันตามที่ลูกค้าต้องการได้อยู่แล้ว

และต่างก็พากันสงสารพนักงานรวมถึงมาโพสต์ข้อความให้กำลังใจพนักงานกันอย่างล้นหลาม และต่อมาพนักงานคนเดิมก็ออกมาโพสต์เพิ่มว่า อาหารที่สั่งมาแล้วลูกค้าไม่เอานั้น เขาได้นำไปให้กับคนเร่ร่อนกินหมดแล้ว  เพื่อเป็นการทำบุญไปในตัวดีกว่านำเข้าไปทิ้งเพราะเอามากินเองก็กินไม่หมดตั้งหลายกล่องจึงนำมาทำบุญดีกว่า ส่วนใครที่พยายามหาข้อมูลของลูกค้าคนดังกล่าวก็ขอร้องว่าไม่ต้องหาข้อมูลมาแชร์ เพราะเรื่องก็ผ่านไปแล้ว

            ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทางบริษัทรับส่งของควรมีมาตรการที่ดีกว่านี้เพื่อไม่ให้พนักงานที่ทำงานต้องมาเดือดร้อนเพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้มีครั้งแรกบางคนหาลูกค้าไม่เจอทำให้ต้องเสียเงินซื้อของมาให้ลูกค้าฟรีๆ หวังว่านี่จะเป็นบทเรียนให้บริษัทส่งของนำไปปรับปรุงการให้บริการ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet

คนไข้ปกปิดข้อมูลความเสี่ยงโควิด-19

คนไข้ปกปิดข้อมูลความเสี่ยงโควิด-19 รักษาเสร็จสุดท้ายสารภาพ หมอเดือดร้อนต้องกักตัว 14 วัน

    มีเรื่องเล่าจากคุณหมอที่จะนำมาเล่าให้ประชาชนทุกคนได้ฟังและตระหนักความสำคัญเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งคุณหมอท่านนี้อัณฑะทําหน้าที่เป็นหมอฟันไม่ได้มีผลอะไรกับการรักษาเชื้อไวรัสโควิด-19เลย  แต่ท่านต้องมาเสี่ยงต้องถูกกักตนเองอยู่แต่ในบริเวณบ้านนั่นก็เพราะว่าผู้ป่วยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลอันเป็นจริงเหตุการณ์ในครั้งนี้คุณหมอฟันท่านนี้ได้เล่าให้ฟังว่า

ไม่ใช่คนหนึ่งมีอาชีพขับรถแท็กซี่ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลด้วยอาการปวดเมื่อยตัวและปวดหัวและปวดฟันโดยใช้ขับแท็กซี่ยืนยันต้องการขอพบแพทย์ที่รักษาฟันเพราะต้องการถอนฟันเบื้องต้นพยาบาลได้มีการซักประวัติว่ามีเคยไปในจุดที่มีความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือเคยรับผู้โดยสารแถวสนามมวยลุมพินี

หรือไม่ซึ่งแท็กซี่คนดังกล่าวได้มีการปฏิเสธตลอดพร้อมกับยืนยันว่ามีการสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นอย่างดีขนาดที่มีการขับรถแท็กซี่พยาบาลจึงได้ส่งตัวไปพบกับทันตแพทย์เนื่องจากเห็นว่าคนขับรถแท็กซี่มีอาการฟันเป็นน้ำหนองจำเป็นจะต้องถอนฟันให้ด่วนและสาเหตุที่เป็นไข้และปวดเมื่อยตัวปวดหัวนั้นน่าจะมาจากการที่ปวดฟันนั่นเองเมื่อทันตแพทย์ได้รับตัวคนขับรถแท็กซี่มาตรวจก็มีการซักประวัติอีกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19โดยทางแท็กซี่เองก็ยืนยันคำตอบเดิมก็ไม่เคยไปในจุดเสี่ยง

มาก่อนทางทันตแพทย์จึงได้ลงมือทำการถอนฟันให้เนื่องจากเป็นเคสเร่งด่วนเพราะตอนนี้ฟันมีหนองแล้วแต่หลังจากที่คุณหมอได้มีการถอนฟันให้กับแท็กซี่เรียบร้อยแล้วนั้น  แท็กซี่กลับมาสารภาพให้ฟังว่าเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมเขาเพิ่งรับผู้โดยสารตากสนามมวยลุมพินีมาซึ่งทางรัฐบาลได้มีการประกาศหาตัวคนขับแท็กซี่ที่ไปรับลูกค้าแถวสนามมวยลุมพินีไปตรวจสอบ

โดยเพื่อนของเขาถูกกักตัวอยู่บ้านกันหมดยกเว้นเขาคนเดียวที่ไม่ได้ถูกกัดตัวหลังจากนั้นเขาก็ยังคงทำงานขับรถแท็กซี่โดยไม่ได้หยุดพักจนมีอาการปวดฟันจึงมาหาหมอแต่ก่อนที่จะมาเขารู้สึกว่าเขาปวดเมื่อยเนื้อตัวและเป็นไข้เมื่อคุณหมอจะได้ทราบเรื่องก็พาส่งตัวไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19ทันทีและไม่นานผลตรวจก็ออกมาพบว่าแท็กซี่คนดังกล่าวติดเชื้อไวรัสโควิด-19ซึ่งเป็นเหตุให้คุณหมอและพยาบาลที่ได้สัมผัสกับแท็กซี่รายนี้ถูกสั่งกักตัวให้อยู่แต่บ้านทันทีเป็นระยะเวลา 14 วันรวมถึงจะต้องมีการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากแท็กซี่คนดังกล่าวไม่เห็นแก่ตัวเองเราข้อมูลที่เป็นจริงให้กับทางหมอและพยาบาลได้รับทราบแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบุคลากรทางการแพทย์ที่ควรจะได้ดูแลผู้ป่วยรายอื่นก็ต้องถูกกักตัวอยู่แต่ที่บ้านเพราะเป็นความเสี่ยงมากเกินไปที่จะปล่อยให้มารักษาคนไข้คนอื่นๆ

ซึ่งนี่ถือว่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนทุกคนที่ควรจะรู้เอาไว้ว่าไม่ควรมีการปกปิดข้อมูลเราไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมาเพื่อจะได้ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนโดยเฉพาะหมอและพยาบาลที่ต้องมีหน้าที่ดูแลคนไข้คนอื่นๆอีกมากมาย 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

เด็ก 4 เดือนเสียชีวิตจากสาเหตุกะโหลกยุบ 

    มีเหตุการณ์เศร้าสลดเกิดขึ้นกับครอบครัวครอบครัวหนึ่งซึ่งได้มีการแชร์ภาพการฝังศพของหลานอายุเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นซึ่งในการในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ผู้สื่อข่าวได้ลงไปสอบถามแม่ของเด็กที่อยู่ในจังหวัดสระบุรีให้การว่าตัวเองมีอาชีพค้าขายไม่สะดวกที่จะต้องดูแลลูกและสามีก็ต้องคอยช่วยงานพร้อมทั้งสามียังต้องคอยดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกดังนั้นเธอจึงได้มีการประกาศลง Facebook

ตามหาคนที่จะรับเป็นพี่เลี้ยงเด็กโดยมีหญิงสาวคนหนึ่งทัก Facebook มาอ้างว่าตนเองอายุ 23 ปีและกำลังมีลูกเช่นเดียวกันสามารถรับเป็นพี่เลี้ยงเด็กได้โดยคิดค่าเลี้ยงเด็กเดือนละ 6,000 บาทซึ่งเธอได้ส่งเด็กไปอยู่กับพี่เลี้ยงคนดังกล่าวและในทุกๆวันเธอจะมีการโทรศัพท์รวมถึง Video Call ให้เห็นวาดรูปของเธอเป็นอยู่อย่างไรโดยเธอเริ่มส่งรูปให้ไปอยู่กับพี่เลี้ยงเด็กเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา

ซึ่งก่อนที่เธอจะนำรูปไปให้พี่เลี้ยงเด็กเลี้ยงนั้นเธอได้ไปดูสภาพความเป็นอยู่ของพี่เลี้ยงแล้วพบว่าเป็นบ้านที่มีการอยู่แบบมีสติสะอาดสะอ้านและที่สำคัญมีเด็กซึ่งพี่เลี้ยงเด็กอ้างว่าเป็นลูกของตนเองทำให้เธอวางใจนำลูกมาให้พี่เลี้ยงเด็กคนดังกล่าวเลี้ยงแต่ต่อมาพอประมาณวันที่ 13 เดือนมีนาคมพี่เลี้ยงเด็กก็โทรมาบอกว่าเด็กไม่สบายต้องการขอเงินพาเด็กไปหาหมอถึงจะโอนเงินให้พี่เลี้ยงเด็กเป็นเงิน 500บาท หลังจากนั้นประมาณวันที่ 22 สามีของเธอจึงได้ไปเยี่ยมลูกที่บ้านของพี่เลี้ยงเด็กคนดังกล่าว

ซึ่งสามีได้กลับมาเล่าให้เธอฟังว่าสภาพของลูกมีอาการตัวผอมเล็กมากและลูกก็มีอาการเหม่อลอยดูไม่ค่อยตอบสนองราคาเท่าไหร่หลังจากนั้นเธอจึงได้เดินทางไปดูลูกอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 26 มีนาคมซึ่งระหว่างที่เธอเดินทางไปนั้นแฟนของพี่เลี้ยงเด็กได้โทรมาบอกเธอว่าไม่ต้องให้มาที่บ้านแต่ให้ไปเจอกันที่โรงพยาบาลเลยเพราะว่าเด็กไม่สบายและไม่หายใจทุกคนกำลังพาเด็กไปหาหมอที่โรงพยาบาลเธอจึงได้ตามพวกพี่เลี้ยงเด็กไปที่โรงพยาบาลและเมื่อไปถึงคุณหมอก็บอกว่าลูกชายของเธอไม่หายใจแล้วซึ่งตัวพี่เลี้ยงเด็กและสามีได้บอกว่าที่เด็กไม่หายใจนั้นน่าจะเกิดจากเด็กสำลักข้าว

เพราะหลังจากเด็กสำลักข้าวพวกเขาก็พาเด็กมาหาหมอทันทีแต่เธอได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทำการตรวจชันสูตรพลิกศพให้ซึ่งพระคุณหมอยืนยันออกมาแล้วว่าเด็กขาดอากาศหายใจจริงแต่ที่ศีรษะของเด็กมีร่องรอยการยุบลงไปเหมือนกับว่ามีของแข็งมากระแทกที่หัวของเด็กเมื่อตนเองทราบเรื่องจึงได้แจ้งความที่สถานีตำรวจ

เพื่อให้ดำเนินคดีกับพี่เลี้ยงเด็กและสามีทันทีหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำจึงทำให้รู้ว่าพี่เลี้ยงเด็กได้แกว่งเปลของเด็กแรงเกินไปจนทำให้เด็กหล่นจากเปลแล้วหัวกระแทกพื้นจึงเป็นเหตุให้หัวสมองของเด็กยุบลงไปแต่ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อจึงต้องรอหาหลักฐานและผลการพิสูจน์ต่อไปเพื่อที่จะได้นำที่เลี้ยงเด็กมาดำเนินคดีให้ได้ 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ทางเข้าufabet168

ตำรวจอ้างจับแรงงานต่างด้าว

ตำรวจอ้างจับแรงงานต่างด้าว เรียกเงินจากแม่ค้าพอไม่มีให้ขอยำปูม้าแทน

    จากกรณีที่โลกออนไลน์กำลังเผยแพร่คลิปวิดีโอซึ่งเป็นการแชร์จากทางแม่ค้าที่เปิดร้านขายปูม้าร้านนึงชื่อร้านยำแซ่บซี๊ด โดยแม่ค้าคนดังกล่าวชื่อว่าเจ๊หวาน จะได้ออกมาโพสต์และเล่าเรื่องราวว่าเธอเปิดร้านขายยำปูม้าอยู่ซึ่งมีลูกน้องเป็นแรงงานชาวต่างด้าวอยู่ 2 คนโดยยืนยันว่าลูกน้องทั้งสองคนของเธอมีการลงทะเบียนต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายแต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายขับรถระบุเป็นรถของทางราชการก็มาขอตรวจเอกสารแรงงานต่างด้าว

ซึ่งเธอได้บอกว่าขอเวลาเพียงแค่ 10 นาทีเธอจะไปนำเอกสารดังกล่าวมาให้แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองคนไม่ยอมพร้อมทั้งจะเอากุญแจมือมาจับพนักงานต่างด้าวของเธอทำให้เธอเกิดความรู้สึกไม่พอใจโดยเธอบอกว่ามีการต่อเอกสารเรียบร้อยแล้วแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ยอมรับฟังอีกทั้งยังขอยำมะม่วงใส่ปูม้าอีก 2 ตัวทำให้เธอรู้สึกว่านี่คือการรีดไถเธอจึงได้มีการนำคลิปนี้

มาโพสต์เธอเป็นการประจานเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รังแกประชาชนด้วยเธอยังเล่าให้นักข่าวฟังด้วยว่าก่อนหน้านี้เพื่อนของเธอเองที่ขายขนมครกก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาขอตรวจใบอนุญาตรับแรงงานต่างด้าวเหมือนกันซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าเพื่อนเธอมีหรือไม่แต่เพื่อนเธอเสียเงินให้กับตำรวจไปทั้งสิ้นแสนกว่าบาท

ทำให้เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินลงมาเพื่อขอเอกสารตรวจสอบแรงงานต่างด้าวเธอจึงรีบทำการถ่ายคลิปวีดีโอไว้เป็นหลักฐานบัญชีและเธอมั่นใจว่าข้อมูลของเธอถูกต้องเพิ่มเอกสารครบถ้วนเมื่อ ยืนยันจะแสดงหลักฐานแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมดูทำให้เธอโมโหมากเพราะรู้เลยว่ากำลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการรีดไถเงินแน่นอนแถมยังจะมาเอาของในร้านเธอไปอีก

ซึ่งเธอบอกว่าปัจจุบันนี้ขายของก็ขายไม่ค่อยดีอยู่แล้วยังจะมาถูกรีดไถเงินอีกทำให้เธอโมโหเป็นอย่างมากและเมื่อทางแม่ค้ายืนยันไม่ยอมให้และมีการซักฟอกเกี่ยวกับสน.ที่ทำงานอยู่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายก็พากันเดินทางกลับ  หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปนี้ออกไปนักข่าวได้ลงไปสอบถามกับผู้กำกับของสนห้วยขวาง

ซึ่งเป็นสน.ในท้องที่เกิดเหตุโดยทางผู้กำกับได้มีการชี้แจงว่าได้เห็นคลิปแล้วพบว่าชายทั้งสองคนไม่ใช่ลูกน้องในสังกัดโดยไม่ใช่ตำรวจของสนห้วยขวางซึ่งในคลิปจะเห็นว่าทั้งสองคนมีการระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ 191 ดังนั้นตรงนี้ต้องให้ทางตำรวจของ 191 เป็นผู้รับผิดชอบทำการตรวจสอบว่าเป็นลูกน้องของตนเองจริงหรือไม่หรือเป็นการแอบอ้างจากพวกวิชาชีพเพื่อต้องการที่จะมารีดไถเงินของประชาชนแต่สำหรับสนห้วยขวางนั้นยืนยันได้ว่าทั้งสองคนที่อยู่ในคลิปไม่ได้เป็นตำรวจในสังกัดของตนเองแน่นอน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming เครดิต ฟรี

ตามล่าชายชรา วัย 64 ปี ขมขื่นหลานวัยเพียงแค่ 11 ขวบ

           ที่จังหวัดหนองบัวลำภูมีคดีปู่วัย 64 ปีกระทำชำเราหลานสาวอายุแค่เพียง 11 ปีเท่านั้น เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากว่าในขณะที่ชายชรากำลังข่มขืนหลานตัวเองอยู่นั้นผู้เป็นญาติได้เดินเข้ามาเห็นซึ่งในตอนนั้นอยู่ระหว่างที่ใช้พละกำลังนุ่งกางเกงจึงทำให้ผู้เป็นญาติพาหลานวัย 11 ขวบเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและในขณะเดียวกันชายชราก็ได้หนีเพราะเกรงว่าจะถูกตำรวจจับ ผู้สื่อข่าวได้ลงไปบ้านของที่เกิดเหตุและเข้าไปสัมภาษณ์คุณย่าของเด็ก

ซึ่งคุณย่าก็ให้สัมภาษณ์ว่าในวันเกิดเหตุนั้นกลับมาถึงบ้านแล้วเจอในสภาพที่กำลังสวมใส่กางเกงอยู่พอดีจึงได้มีการต่อว่าและพาหลานไปทำการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเมื่อทราบผลการตรวจร่างกายแน่นอนที่ชัดเจนแล้วว่าหลานถูกกระทำชำเราจึงได้พาหลานสาวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งทางจากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลานสาววัย 11 ปีก็อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจโดยพลเป็นย่าบอกว่าบ้านหลังที่เกิดเหตุนั้นมีย่ากับปู่และหลานอาศัยเป็นอยู่ 3 คนเพราะพ่อกับแม่ของเด็กต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ  ซึ่งคุณยายถามหลานวัย 11 ขวบแล้วทำให้ทราบว่าร้านถูกข่มขืนมาแล้วประมาณ 4 ครั้งด้วยกัน

โดยแต่ละครั้งปู่ก็จะมีการข่มขู่ไม่ให้หลานไปบอกใครไม่เช่นนั้นก็จะฆ่าให้ตายทำให้หลานสาวกลัวจึงไม่กล้าบอกใครถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยทุกครั้งปู่มักจะกระทำการเงินรามหลานในช่วงที่ไม่มีใครอยู่บ้าน และเมื่อนักข่าวได้ไปสอบถามแม่ของเด็กแม่ของเด็กก็ยอมรับว่าเสียใจมากที่ไม่ได้ดูแลลูกให้ดีกว่านี้เพราะต้องไปทำงานจนทำให้ลูกต้องมาถูกกระทำย่ำยีแบบนี้คุณแม่ของเด็กยังได้กล่าวอีกว่ายาของเด็กได้มีการเสนอไปยังปู่ที่ข่มขืนเด็กว่าให้จ่ายเงินมา 50,000 บาทแล้ว

จะทำให้จบคดีนี้ไม่เอาความแต่แม่ของเด็กยืนยันว่ายังไงก็จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดจะไม่ยอมรับเงิน 50000 บาทเป็นอันขาดเพื่อต้องการให้ปู่รู้จักมาดำเนินคดีให้ได้ ในขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานไปยังศาลให้ออกหมายจับปู่ที่ข่มขืนหลานตัวเองเรียบร้อยแล้วและขณะนี้กำลังติดตามตัวให้ปู่มารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อที่จะได้ดำเนินคดี

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าปู่ที่ก่อคดีข่มขืนหลานนั้นยังคงอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ไปไหน   ส่วนการดำเนินคดีนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการเร่งให้เต็มที่

     สำหรับกรณีที่เด็กมักถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นปู่  คือพ่อแท้ๆ  หรือพี่แท้ๆ  หรือแม้แต่น้าแท้ๆก็ตามเรามักจะพบเห็นในสังคมไทยมากขึ้นทุกทีซึ่งสิ่งนี้กำลังจะซื้อให้เราเห็นว่าปัจจุบันคนในสังคมเริ่มมีความเสื่อมทรามไม่สามารถแยกแยะได้แล้วว่านี่คือลูกหลานของตนเอง

ดังนั้นคนที่เป็นแม่จึงควรใส่ใจลูกและดูแลลูกให้มากขึ้นคุณจะหาทางป้องกันไม่ให้ลูกต้องพบกับปัญหาแบบนี้และควรมีการอบรมให้ลูกรู้ถึงปัญหาว่าหากถูกกระทำย่ำยีแบบนี้ให้รีบมาบอกแม่ไม่ต้องกลัวข้อความต่างๆที่บุคคลเหล่านั้นข่มขู่เพื่อที่จะได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนที่กระทำย่อมดีกับบุตรหลานของเราได้ 

    

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

เหตุการณ์สาววัยรุ่นถูกรุมตบ พ่อผู้เสียหายลั่นเอาความถึงที่สุด

        ที่จังหวัดพิษณุโลกเกิดเหตุการณ์วัยรุ่นพบกันที่ตลาดโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้กลุ่มผู้ที่ไปรุมตบวัยรุ่นวัย 17 ปีได้มีการถ่ายคลิปเอาไว้ด้วยและมีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆไม่ว่าจะเป็น Facebook รวมถึง line สร้างความอับอายให้กับครอบครัวของเหยื่อเป็นอย่างมากเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเห็นว่าในคลิปจะมีเด็กผู้หญิงคนนึงรูปร่างผอมบางตัวเล็กในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีมากถึง 5 คน

และมีลักษณะของรูปร่างสูงใหญ่กันทุกคนซึ่งแต่ละคนก็พากันรุมทั้งตบทั้งกระทืบและจิกหัวเด็กวัย 17 ปีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้พ่อของเด็กที่เป็นผู้เสียหายได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วเกิดความไม่พอใจที่สำคัญในช่วงที่เกิดเหตุมีทั้งพ่อค้าแม่ค้ารวมถึงวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในจุดเกิดเหตุกันหลายคนแต่ไม่มีใครเลยที่จะเข้ามาช่วยเหลือเด็กหญิงคนดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับสถานีรถไฟพิษณุโลก

         ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้พ่อของเด็กสาวที่ได้รับบาดเจ็บได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าในขณะที่ลูกสาวโดนทำร้ายนั้นลูกสาวได้มีการโทรเข้ามาหาพ่อและมีการบอกพ่อว่าเจ็บซึ่งยังไม่ทันคุยอะไรกันสายก็ถูกตัดไปจนมีชาวบ้านส่งคลิปวีดีโอมาให้ดูจึงรู้ได้รู้ว่าลูกสาวถูกโดนรุมทำร้ายและเมื่อขับรถไปถึงจุดเกิดเหตุก็ไม่พบกลุ่มวัยรุ่นที่มาทำร้ายลูกสาวแล้วเหลือเพียงลูกสาวที่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว

ซึ่งถามจากวินมอเตอร์ไซค์แถวนั้นก็พบว่ากลุ่มวัยรุ่นทั้ง 5 คนได้เดินหายเข้าไปในตลาดโดยช่วงเวลานั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเนื่องจากว่าทั้ง 5 คนนั้นได้มีการชี้หน้าห้ามให้มีใครเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในกลุ่มที่รุมทำร้ายเด็กสาวนั้นมีผู้ชายอยู่ในนั้นด้วย 1 คน   ซึ่งพ่อของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บรู้สึกโมโหมากที่มีคนมารุมทำร้ายลุูกสาวของตนเองและยังมีการนำภาพมาโพสต์ประจาน พ่อของเด็กที่เสียหายยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ไม่ยอมความโดยเด็ดขาด หลังจากที่พ่อของเด็กเห็นสภาพลูกสาวที่ถูกทำร้ายแล้วก็พาลูกสาวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นที่มาทำร้ายเด็กสาววัย 17 ได้จำนวน 3 คนแล้วเหลืออีก 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนจึงต้องมีการสหวิชาชีพมาสอบปากคำควบคู่กันไปด้วยอย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคนหมู่มากที่อยู่ในพื้นที่ตลาดมีผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก

ที่อยู่ในบริเวณนั้นแต่ก็ไม่มีใครที่จะเข้าไปห้ามปรามหรือช่วยเหลือเด็กสาวเลย ส่วนสาเหตุที่มีการรวมทำร้ายกันน้ำตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบสาเหตุแต่อย่างใดต้องรอมีการควบคุมตัวให้ครบทั้ง 5 คนและมาทำการสอบสวนกันอีกครั้งหนึ่ง   เหตุการณ์รุมทำร้ายกันในครั้งนี้ควรจะมีการลงโทษผู้ที่ทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้กับคนอื่นเนื่องจากว่าเหตุการณ์นำพวกมาตบตีกันหรือรุมทำร้ายกันนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในกลุ่มวัยรุ่น

และที่สำคัญเมื่อมีการตบตีกันแล้วก็ยังมีการถ่ายคลิปนำไปประจานให้คนอื่นเห็นทำให้ผู้ที่ถูกตบได้รับความเสียหายดังนั้นควรจะมีการลงโทษไม่ควรเห็นว่าเป็นเยาวชนแล้วให้โทษสถานเบาเพราะเด็กจะไม่เกิดความกลัวต่อกฎหมายดังนั้นการลงโทษสถานหนักจะทำให้เด็กๆกลัวที่จะกระทำผิด 

 

 

ขอขอบคุณ  aesexy  ที่ให้การสนับสนุน

พยาบาลสุดช้ำลงเวรเจอเคอร์ฟิว!

ด่านเคอร์ฟิว ดักตรวจแม้มีบัตรพยาบาลและใบบันทึกข้อความ ตำรวจงง ไม่รู้ว่าพยาบาลคือบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่

           มีเรื่องเล่ามาจากโรงพยาบาลเป็นเรื่องเล่าที่ชวนน้อยอกน้อยใจของเราพยาบาลเป็นอย่างยิ่งโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากการตั้งด่านตรวจ careful ของบรรดาคุณตำรวจทั้งหลายซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นกับพยาบาลของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าโดยจะมีการโพสต์เรื่องราวเราปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเคอร์ฟิวว่า เธอได้ปฏิบัติหน้าที่เลิกเวรดึก ซึ่งประมาณเที่ยงคืนกว่าเธอได้ขับรถกลับบ้านก็มาเจอด่านของตำรวจที่ตรวจสอบเคอร์ฟิว

ซึ่งเธอก็ได้ยื่น บัตรประชาชนให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดู แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ยอมดูบัตรประจำตัวพยาบาลของเธอแต่มีคำถาม 108 คำถามมากมายที่เอาไว้มาถามเธอเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมเธอถึงกลับบ้านดึกทั้งที่ตัวเองก็บอกแล้วว่าเธอเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้ารวมถึงเธอยังต้องบอกอีกด้วยว่าเธออยู่เข้าเวรกี่โมงออกเวรกี่โมงเมื่อตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอถึงได้กลับไปที่พักได้แต่วันต่อมามีเพื่อนพยาบาลของเธอก็พบปัญหาจากตัวเธอที่เดิมซึ่งในครั้งนี้เพื่อนของเธอพบว่านอกจากจะต้องตอบคำถาม 108 คำถามแล้ว

ยื่นบัตรประจำตัวพยาบาลแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องการขอใบบันทึกข้อความจากทางโรงพยาบาลซึ่งต้องเสียเวลาวุ่นวายในการโทรไปขอใบบันทึกข้อความกว่าจะได้กลับบ้านก็ประมาณ 02:00 นหลังจากเรื่องราวนี้เกิดขึ้นทางโรงพยาบาลก็ได้มีการนำรายชื่อพยาบาลทุกคนไปทำเรื่องขอใบบันทึกข้อความเพื่อที่เวลากลับบ้านในช่วงกลางดึกจะได้ไม่มีปัญหาอีก

แต่ผลปรากฏว่าล่าสุดในวันที่ 9 เดือนเมษายนปีพศ 2563   พยาบาลที่พึ่งเลิกงานในช่วงเวลา 01:00 นเดินทางกลับบ้านและผ่านจุดตรวจจุดเดิมก็ยังพบปัญหาเหมือนเดิมทั้งที่ยื่นทั้งบัตรพยาบาลใบบันทึกข้อความและมีการตอบคำถามกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหมดแล้วแทนที่จะได้ผ่านอย่างสบายใจทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเรียกลงมาจากรถเพื่อให้ไปสแกนบัตรประชาชน

โดยต้องไปต่อแถวกับประชาชนคนอื่นๆทำให้พวกเธอพากันตัดพ้อออกมาผ่าน Facebook ว่าพวกเธอต้องทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงบางคนอยู่ถึง 16 ชั่วโมงจะได้กลับมานอนที่บ้านแค่เพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นแต่ก็ต้องมาติดด่านทำให้เวลาพักผ่อนแทบไม่มีซึ่งพยาบาลบางคนยังได้ยินตำรวจถามกันเองด้วยว่าพยาบาลนี้ถือว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้ใจหลักการทำงานของตำรวจ 

จนต้องออกมาบอกเล่าเรื่องราวสิ่งที่พยาบาลต้องเจอไหนจะต้องทำงานหนักตอนอยู่ที่โรงพยาบาลกลับมาเพื่อจะได้นอนพักผ่อนก็ต้องมาเจอด่านตรวจเคอร์ฟิวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกอะไรให้กับพวกพยาบาลเลยทำให้พวกพยาบาลทั้งหลายรู้สึกท้อแท้ใจและเหนื่อยยิ่งนัก จนต้องออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวให้ทุกคนได้ทราบ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สูตร sexy baccarat

จุดไฟเผาบ้านพร้อมเอามีดไล่แทง

หลานป่วยทางจิตโมโหป้าเอาน้ำไม่เย็นให้กินจุดไฟเผาบ้านพร้อมเอามีดไล่แทง 

              เมื่อวันที่ 27 เดือนเมษายนปี พ.ศ. 2563 มีเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมาโดยทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พากันเดินทางไปดับเพลิงซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้าน 2 ชั้นพบว่าบริเวณที่เกิดไฟไหม้นั้นเป็นบ้านชั้นที่2  ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาไม่นานก็สามารถควบคุมเพลิงไหม้ได้โดยบ้านได้รับความเสียหายชั้น 2 ทั้งหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเจ้าของบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหวังว่าผู้ที่ก่อเหตุเผาบ้านนั้นคือหลานชายเจ้าของบ้านเองซึ่งเขาเป็นชายหนุ่มชื่อว่า นายท็อป

โดยเขามีอาการทางจิตซึ่งปกติแล้วหากใครขัดใจเขาก็จะเกิดอาการคุ้มคลั่งอยู่บ่อยครั้งจนทำให้คนที่บ้านหวาดระแวงถึงขนาดที่ไม่มีใครกล้าที่จะทำกับข้าวเพราะไม่มีมีดทำครัวส่วนใหญ่ทุกคนจึงต้องซื้อกับข้าวมากินเองแต่เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นที่นายท็อปกลุ่มข้างในครั้งนี้ก็เพราะว่าในขณะที่นั่งกินข้าวกันอยู่นั้นนายท็อปหิวน้ำและเมื่อไปเปิดน้ำในตู้เย็นพบว่าน้ำยังไม่เย็นทำให้เขาไม่พอใจ

โดยผู้เป็นป้าแนะนำว่าให้เอาน้ำแข็งใส่แก้วน้ำแล้วค่อยดื่มแต่เขาก็ไม่ยอมหลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในห้องนอนของตนเองแล้วนำกระติกน้ำในห้องนอนออกมาทุบตีอย่างคุ้มคลั่งหลังจากที่ทุบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินเข้าไปในครัวและนำมีดจากในครัวออกมาเพื่อจะเอามาทำลายป้าของตนเองทำให้พี่ชายต้องเข้ามาห้าม

ซึ่งหลังจากที่ถูกห้ามแล้วเขาก็เดินออกไปนอกบ้านหลังจากนั้นก็ไปจุดไฟเผากระท่อมซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างของบ้านทุกคนจึงต้องพากันไปดับไฟแล้วพากันไล่ให้นายท็อปออกไปจากบริเวณที่ไฟไหม้กระท่อมซึ่งทุกคนก็เห็นว่าเขาเดินกลับมาที่บ้านพักจึงไม่ได้สนใจอะไรเพราะทุกคนต่างก็มัวแต่ดับไฟที่กระท่อมแต่หลังจากดับไฟที่กระท่อมเสร็จปุ๊บหันมาอีกทีก็พบว่าบ้านที่อยู่กันนั้นบริเวณชั้น 2 มีไฟไหม้อยู่จึงได้มีการโทรตามรถดับเพลิงเข้ามาช่วยเหลือ

และเมื่อทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงก็พบว่าคนที่ก่อเหตุจุดไฟนั่นก็คือนายเพราะนั่นเองส่วนตัวเขาเองนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างของบ้านที่เกิดเพลิงไหม้เจ้าหน้าที่ต้องเรียกร้องอยู่นานกว่าเขาจะออกมาซึ่งหลังจากที่มีการดับไปสักพักนึงก็สามารถควบคุมเพลิงได้แต่บ้านก็ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

ด้านเจ้าของบ้านจึงร้องขอให้ทางการช่วยหาบ้านให้อยู่ชั่วคราวก่อนและให้ประสานงานนำตัวนายท็อปไปรักษาอาการบ้า

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถูกนักศึกษาประท้วงขอลดค่าเทอม

สถานการณ์โควิด-19 ทำพิษส่งผลให้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถูกนักศึกษาประท้วงขอลดค่าเทอม

             ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีกลุ่มนักศึกษาออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยลดค่าเทอม  30% เพื่อเป็นการเยียวยานักศึกษาที่ได้รับผลกระทบกับโควิด-19 โดยมองว่าทางมหาวิทยาลัยได้กำไรจากการศึกษาปีที่แล้วมากถึงสองพันล้าน บาทจึงอยากให้มหาวิทยาลัยนำเงินส่วนนั้นออกมาช่วยเหลือนักศึกษาซึ่งทางด้านอาจารย์ออกมาต่อว่าอธิการบดีถึงเรื่องที่มีการนำตำรวจมาข่มขู่นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องการขอลดค่าเทอมโดยอ้างการทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยไม่ยอมออกมาพูดคุยกับนักศึกษาด้วยดี  

มีรายงานออกมาจากกลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และตัวแทนผู้ปกครองต่างก็ออกมาเรียกร้องให้มาหาวิทยาลัยช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองในการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเท่าเทียมกันทุกคนประมาณ 30% เนื่องจากในปัจจุบันทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังคงระบาดจนถึงณขนาดนี้โดยเมื่อวันที่ 24 เดือนเมษายนปีพศ 2563

กลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเพื่อที่เรียกร้องให้ทางอธิการบดีช่วยพิจารณาการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กับนักศึกษาเนื่องจากเดิมมีการลด 10% แล้วแต่ยังไม่เพียงพอเพราะปัจจุบันทุกครอบครัวยังคงต้องประสบปัญหาเรื่องของการไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายดังนั้นจึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยพิจารณาเพิ่มเป็นลด 30% 

ซึ่งทางกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันว่าขณะนี้ผู้ปกครองหลายคนกำลังประสบปัญหาเรื่องของรายได้ที่จะเข้ามาใช้จุนเจือครอบครัวการที่ทางมหาวิทยาลัยจะช่วยลดเรื่องของค่าเทอมโดยช่วยเหลือผู้ปกครองได้มากที่สุดเท่าที่มหาวิทยาลัยจะทำจะเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับทางผู้ปกครองเป็นอย่างมากอีกทั้งผู้ปกครองทุกคนก็อยากจะรู้ถึงความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนการสอนว่าจะไปในทิศทางไหนจะได้กลับมาเรียนในมหาวิทยาลัยหรือจะได้เรียนผ่านทางระบบออนไลน์คู่ครองส่วนใหญ่อยากทราบความชัดเจน

เพื่อจะได้จะได้เตรียมตัวได้ถูกสัญญาณนักศึกษาเองก็มองว่ายิ่งหากมีการเปิดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์มหาวิทยาลัยยิ่งควรจะลดค่าเทอมลงมาซึ่งการที่มหาวิทยาลัยบอกว่าค่ารถค่าเทอมจะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดลงนั้นไม่เป็นความจริงฟังแล้วไม่เห็นสมเหตุสมผลเลยเพราะที่จริงแล้วมีการไปตรวจเช็ครายได้ของมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2562

พบว่าปีที่แล้วมหาวิทยาลัยได้กำไรจากการเรียนการสอนมาถึง 2.3 พันล้านบาทซึ่งในส่วนนั้นทางมหาวิทยาลัยสามารถนำมาช่วยเหลือนักศึกษาได้ซึ่งขณะที่ทางนักศึกษาเองได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอส่วนลดค่าเทอมนี้ ทางอธิการบดีก็ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาข่มขู่นักศึกษาว่าทำผิดพรก. ฉุกเฉินซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้หลังจากนั้นก็มีศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยออกมาต่อว่ามหาวิทยาลัยถึงเรื่องที่การเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาข่มขู่นักศึกษา

โดนมองว่าอาจจะลดค่าเทอมหรือไม่ลดค่าเทอมก็ควรมาคุยกับนักศึกษาดีๆไม่ควรเอาตำรวจมาข่มขู่นักศึกษาแบบนี้เพราะตั้งแต่นักศึกษาเรียกร้องในการลดค่าเทอมมาเขาก็ยังไม่เห็นอธิการบดีลงมาคุยกับนักศึกษาเลย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง