เว็บไซต์ที่รวบรวมข่าวสารวงการอุตสาหกรรม ธุรกิจ และอื่นๆ ตลอดทุกวัน

เรานำเสนอข่าวธุรกิจ ข่าวเศรษฐกิจ การเมือง แวดวงอุตสหากรรม สาระน่ารู้ทั่วไป ข่าวเด่นประจำวันและข่าวบันเทิง ตลอดทุกวัน สด ใหม่ เจาะลึกเน้นๆ เนื้อหาครบครัน ตรงประเด็นที่สุด

ข่าวธุรกิจ เศรษฐกิจโลก

ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน ตลาดหุ้นไทย SET หรือจะเป็นตลาดหุ้นโลก ราคาดัชนีต่างๆ เรารวบรวมนำเสนอ ครบถ้วนมากที่สุด
เพื่อให้ท่าน ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน ก่อนการตัดสินใจลงทุน และเห็นภาพรวมเศรษฐกิจโลก ทิศทางการเติบโต GDP

ข่าวการเมือง เรื่องทั่วไป

เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ
การได้รับข่าวสารข้อมูลจากเว็บไซต์ของเราอย่างครบถ้วน จะทำให้รู้ทันเหุตการณ์
ข่าวเด่น ข่าวด่วน เรานำเสนอสั้น กระชับ ฉับไว ได้ข้อมูลครบถ้วน
อ่านต่อ

ตามล่าชายชรา วัย 64 ปี ขมขื่นหลานวัยเพียงแค่ 11 ขวบ

           ที่จังหวัดหนองบัวลำภูมีคดีปู่วัย 64 ปีกระทำชำเราหลานสาวอายุแค่เพียง 11 ปีเท่านั้น เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากว่าในขณะที่ชายชรากำลังข่มขืนหลานตัวเองอยู่นั้นผู้เป็นญาติได้เดินเข้ามาเห็นซึ่งในตอนนั้นอยู่ระหว่างที่ใช้พละกำลังนุ่งกางเกงจึงทำให้ผู้เป็นญาติพาหลานวัย 11 ขวบเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจและในขณะเดียวกันชายชราก็ได้หนีเพราะเกรงว่าจะถูกตำรวจจับ ผู้สื่อข่าวได้ลงไปบ้านของที่เกิดเหตุและเข้าไปสัมภาษณ์คุณย่าของเด็ก

ซึ่งคุณย่าก็ให้สัมภาษณ์ว่าในวันเกิดเหตุนั้นกลับมาถึงบ้านแล้วเจอในสภาพที่กำลังสวมใส่กางเกงอยู่พอดีจึงได้มีการต่อว่าและพาหลานไปทำการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเมื่อทราบผลการตรวจร่างกายแน่นอนที่ชัดเจนแล้วว่าหลานถูกกระทำชำเราจึงได้พาหลานสาวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งทางจากที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลานสาววัย 11 ปีก็อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจโดยพลเป็นย่าบอกว่าบ้านหลังที่เกิดเหตุนั้นมีย่ากับปู่และหลานอาศัยเป็นอยู่ 3 คนเพราะพ่อกับแม่ของเด็กต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ  ซึ่งคุณยายถามหลานวัย 11 ขวบแล้วทำให้ทราบว่าร้านถูกข่มขืนมาแล้วประมาณ 4 ครั้งด้วยกัน

โดยแต่ละครั้งปู่ก็จะมีการข่มขู่ไม่ให้หลานไปบอกใครไม่เช่นนั้นก็จะฆ่าให้ตายทำให้หลานสาวกลัวจึงไม่กล้าบอกใครถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยทุกครั้งปู่มักจะกระทำการเงินรามหลานในช่วงที่ไม่มีใครอยู่บ้าน และเมื่อนักข่าวได้ไปสอบถามแม่ของเด็กแม่ของเด็กก็ยอมรับว่าเสียใจมากที่ไม่ได้ดูแลลูกให้ดีกว่านี้เพราะต้องไปทำงานจนทำให้ลูกต้องมาถูกกระทำย่ำยีแบบนี้คุณแม่ของเด็กยังได้กล่าวอีกว่ายาของเด็กได้มีการเสนอไปยังปู่ที่ข่มขืนเด็กว่าให้จ่ายเงินมา 50,000 บาทแล้ว

จะทำให้จบคดีนี้ไม่เอาความแต่แม่ของเด็กยืนยันว่ายังไงก็จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดจะไม่ยอมรับเงิน 50000 บาทเป็นอันขาดเพื่อต้องการให้ปู่รู้จักมาดำเนินคดีให้ได้ ในขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานไปยังศาลให้ออกหมายจับปู่ที่ข่มขืนหลานตัวเองเรียบร้อยแล้วและขณะนี้กำลังติดตามตัวให้ปู่มารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อที่จะได้ดำเนินคดี

โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าปู่ที่ก่อคดีข่มขืนหลานนั้นยังคงอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ไปไหน   ส่วนการดำเนินคดีนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการเร่งให้เต็มที่

     สำหรับกรณีที่เด็กมักถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นปู่  คือพ่อแท้ๆ  หรือพี่แท้ๆ  หรือแม้แต่น้าแท้ๆก็ตามเรามักจะพบเห็นในสังคมไทยมากขึ้นทุกทีซึ่งสิ่งนี้กำลังจะซื้อให้เราเห็นว่าปัจจุบันคนในสังคมเริ่มมีความเสื่อมทรามไม่สามารถแยกแยะได้แล้วว่านี่คือลูกหลานของตนเอง

ดังนั้นคนที่เป็นแม่จึงควรใส่ใจลูกและดูแลลูกให้มากขึ้นคุณจะหาทางป้องกันไม่ให้ลูกต้องพบกับปัญหาแบบนี้และควรมีการอบรมให้ลูกรู้ถึงปัญหาว่าหากถูกกระทำย่ำยีแบบนี้ให้รีบมาบอกแม่ไม่ต้องกลัวข้อความต่างๆที่บุคคลเหล่านั้นข่มขู่เพื่อที่จะได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนที่กระทำย่อมดีกับบุตรหลานของเราได้ 

    

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แอพคาสิโน ได้เงินจริง

เหตุการณ์สาววัยรุ่นถูกรุมตบ พ่อผู้เสียหายลั่นเอาความถึงที่สุด

        ที่จังหวัดพิษณุโลกเกิดเหตุการณ์วัยรุ่นพบกันที่ตลาดโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้กลุ่มผู้ที่ไปรุมตบวัยรุ่นวัย 17 ปีได้มีการถ่ายคลิปเอาไว้ด้วยและมีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆไม่ว่าจะเป็น Facebook รวมถึง line สร้างความอับอายให้กับครอบครัวของเหยื่อเป็นอย่างมากเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเห็นว่าในคลิปจะมีเด็กผู้หญิงคนนึงรูปร่างผอมบางตัวเล็กในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีมากถึง 5 คน

และมีลักษณะของรูปร่างสูงใหญ่กันทุกคนซึ่งแต่ละคนก็พากันรุมทั้งตบทั้งกระทืบและจิกหัวเด็กวัย 17 ปีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้พ่อของเด็กที่เป็นผู้เสียหายได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วเกิดความไม่พอใจที่สำคัญในช่วงที่เกิดเหตุมีทั้งพ่อค้าแม่ค้ารวมถึงวินมอเตอร์ไซค์อยู่ในจุดเกิดเหตุกันหลายคนแต่ไม่มีใครเลยที่จะเข้ามาช่วยเหลือเด็กหญิงคนดังกล่าว เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับสถานีรถไฟพิษณุโลก

         ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้พ่อของเด็กสาวที่ได้รับบาดเจ็บได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าในขณะที่ลูกสาวโดนทำร้ายนั้นลูกสาวได้มีการโทรเข้ามาหาพ่อและมีการบอกพ่อว่าเจ็บซึ่งยังไม่ทันคุยอะไรกันสายก็ถูกตัดไปจนมีชาวบ้านส่งคลิปวีดีโอมาให้ดูจึงรู้ได้รู้ว่าลูกสาวถูกโดนรุมทำร้ายและเมื่อขับรถไปถึงจุดเกิดเหตุก็ไม่พบกลุ่มวัยรุ่นที่มาทำร้ายลูกสาวแล้วเหลือเพียงลูกสาวที่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว

ซึ่งถามจากวินมอเตอร์ไซค์แถวนั้นก็พบว่ากลุ่มวัยรุ่นทั้ง 5 คนได้เดินหายเข้าไปในตลาดโดยช่วงเวลานั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเนื่องจากว่าทั้ง 5 คนนั้นได้มีการชี้หน้าห้ามให้มีใครเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในกลุ่มที่รุมทำร้ายเด็กสาวนั้นมีผู้ชายอยู่ในนั้นด้วย 1 คน   ซึ่งพ่อของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บรู้สึกโมโหมากที่มีคนมารุมทำร้ายลุูกสาวของตนเองและยังมีการนำภาพมาโพสต์ประจาน พ่อของเด็กที่เสียหายยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ไม่ยอมความโดยเด็ดขาด หลังจากที่พ่อของเด็กเห็นสภาพลูกสาวที่ถูกทำร้ายแล้วก็พาลูกสาวไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นที่มาทำร้ายเด็กสาววัย 17 ได้จำนวน 3 คนแล้วเหลืออีก 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนจึงต้องมีการสหวิชาชีพมาสอบปากคำควบคู่กันไปด้วยอย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคนหมู่มากที่อยู่ในพื้นที่ตลาดมีผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก

ที่อยู่ในบริเวณนั้นแต่ก็ไม่มีใครที่จะเข้าไปห้ามปรามหรือช่วยเหลือเด็กสาวเลย ส่วนสาเหตุที่มีการรวมทำร้ายกันน้ำตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบสาเหตุแต่อย่างใดต้องรอมีการควบคุมตัวให้ครบทั้ง 5 คนและมาทำการสอบสวนกันอีกครั้งหนึ่ง   เหตุการณ์รุมทำร้ายกันในครั้งนี้ควรจะมีการลงโทษผู้ที่ทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้กับคนอื่นเนื่องจากว่าเหตุการณ์นำพวกมาตบตีกันหรือรุมทำร้ายกันนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในกลุ่มวัยรุ่น

และที่สำคัญเมื่อมีการตบตีกันแล้วก็ยังมีการถ่ายคลิปนำไปประจานให้คนอื่นเห็นทำให้ผู้ที่ถูกตบได้รับความเสียหายดังนั้นควรจะมีการลงโทษไม่ควรเห็นว่าเป็นเยาวชนแล้วให้โทษสถานเบาเพราะเด็กจะไม่เกิดความกลัวต่อกฎหมายดังนั้นการลงโทษสถานหนักจะทำให้เด็กๆกลัวที่จะกระทำผิด 

 

 

ขอขอบคุณ  aesexy  ที่ให้การสนับสนุน

พยาบาลสุดช้ำลงเวรเจอเคอร์ฟิว!

ด่านเคอร์ฟิว ดักตรวจแม้มีบัตรพยาบาลและใบบันทึกข้อความ ตำรวจงง ไม่รู้ว่าพยาบาลคือบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่

           มีเรื่องเล่ามาจากโรงพยาบาลเป็นเรื่องเล่าที่ชวนน้อยอกน้อยใจของเราพยาบาลเป็นอย่างยิ่งโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากการตั้งด่านตรวจ careful ของบรรดาคุณตำรวจทั้งหลายซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นกับพยาบาลของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าโดยจะมีการโพสต์เรื่องราวเราปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเคอร์ฟิวว่า เธอได้ปฏิบัติหน้าที่เลิกเวรดึก ซึ่งประมาณเที่ยงคืนกว่าเธอได้ขับรถกลับบ้านก็มาเจอด่านของตำรวจที่ตรวจสอบเคอร์ฟิว

ซึ่งเธอก็ได้ยื่น บัตรประชาชนให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดู แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ยอมดูบัตรประจำตัวพยาบาลของเธอแต่มีคำถาม 108 คำถามมากมายที่เอาไว้มาถามเธอเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมเธอถึงกลับบ้านดึกทั้งที่ตัวเองก็บอกแล้วว่าเธอเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้ารวมถึงเธอยังต้องบอกอีกด้วยว่าเธออยู่เข้าเวรกี่โมงออกเวรกี่โมงเมื่อตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอถึงได้กลับไปที่พักได้แต่วันต่อมามีเพื่อนพยาบาลของเธอก็พบปัญหาจากตัวเธอที่เดิมซึ่งในครั้งนี้เพื่อนของเธอพบว่านอกจากจะต้องตอบคำถาม 108 คำถามแล้ว

ยื่นบัตรประจำตัวพยาบาลแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องการขอใบบันทึกข้อความจากทางโรงพยาบาลซึ่งต้องเสียเวลาวุ่นวายในการโทรไปขอใบบันทึกข้อความกว่าจะได้กลับบ้านก็ประมาณ 02:00 นหลังจากเรื่องราวนี้เกิดขึ้นทางโรงพยาบาลก็ได้มีการนำรายชื่อพยาบาลทุกคนไปทำเรื่องขอใบบันทึกข้อความเพื่อที่เวลากลับบ้านในช่วงกลางดึกจะได้ไม่มีปัญหาอีก

แต่ผลปรากฏว่าล่าสุดในวันที่ 9 เดือนเมษายนปีพศ 2563   พยาบาลที่พึ่งเลิกงานในช่วงเวลา 01:00 นเดินทางกลับบ้านและผ่านจุดตรวจจุดเดิมก็ยังพบปัญหาเหมือนเดิมทั้งที่ยื่นทั้งบัตรพยาบาลใบบันทึกข้อความและมีการตอบคำถามกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหมดแล้วแทนที่จะได้ผ่านอย่างสบายใจทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกับเรียกลงมาจากรถเพื่อให้ไปสแกนบัตรประชาชน

โดยต้องไปต่อแถวกับประชาชนคนอื่นๆทำให้พวกเธอพากันตัดพ้อออกมาผ่าน Facebook ว่าพวกเธอต้องทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงบางคนอยู่ถึง 16 ชั่วโมงจะได้กลับมานอนที่บ้านแค่เพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้นแต่ก็ต้องมาติดด่านทำให้เวลาพักผ่อนแทบไม่มีซึ่งพยาบาลบางคนยังได้ยินตำรวจถามกันเองด้วยว่าพยาบาลนี้ถือว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้ใจหลักการทำงานของตำรวจ 

จนต้องออกมาบอกเล่าเรื่องราวสิ่งที่พยาบาลต้องเจอไหนจะต้องทำงานหนักตอนอยู่ที่โรงพยาบาลกลับมาเพื่อจะได้นอนพักผ่อนก็ต้องมาเจอด่านตรวจเคอร์ฟิวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกอะไรให้กับพวกพยาบาลเลยทำให้พวกพยาบาลทั้งหลายรู้สึกท้อแท้ใจและเหนื่อยยิ่งนัก จนต้องออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวให้ทุกคนได้ทราบ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สูตร sexy baccarat

จุดไฟเผาบ้านพร้อมเอามีดไล่แทง

หลานป่วยทางจิตโมโหป้าเอาน้ำไม่เย็นให้กินจุดไฟเผาบ้านพร้อมเอามีดไล่แทง 

              เมื่อวันที่ 27 เดือนเมษายนปี พ.ศ. 2563 มีเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมาโดยทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พากันเดินทางไปดับเพลิงซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้าน 2 ชั้นพบว่าบริเวณที่เกิดไฟไหม้นั้นเป็นบ้านชั้นที่2  ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาไม่นานก็สามารถควบคุมเพลิงไหม้ได้โดยบ้านได้รับความเสียหายชั้น 2 ทั้งหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเจ้าของบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหวังว่าผู้ที่ก่อเหตุเผาบ้านนั้นคือหลานชายเจ้าของบ้านเองซึ่งเขาเป็นชายหนุ่มชื่อว่า นายท็อป

โดยเขามีอาการทางจิตซึ่งปกติแล้วหากใครขัดใจเขาก็จะเกิดอาการคุ้มคลั่งอยู่บ่อยครั้งจนทำให้คนที่บ้านหวาดระแวงถึงขนาดที่ไม่มีใครกล้าที่จะทำกับข้าวเพราะไม่มีมีดทำครัวส่วนใหญ่ทุกคนจึงต้องซื้อกับข้าวมากินเองแต่เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นที่นายท็อปกลุ่มข้างในครั้งนี้ก็เพราะว่าในขณะที่นั่งกินข้าวกันอยู่นั้นนายท็อปหิวน้ำและเมื่อไปเปิดน้ำในตู้เย็นพบว่าน้ำยังไม่เย็นทำให้เขาไม่พอใจ

โดยผู้เป็นป้าแนะนำว่าให้เอาน้ำแข็งใส่แก้วน้ำแล้วค่อยดื่มแต่เขาก็ไม่ยอมหลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในห้องนอนของตนเองแล้วนำกระติกน้ำในห้องนอนออกมาทุบตีอย่างคุ้มคลั่งหลังจากที่ทุบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินเข้าไปในครัวและนำมีดจากในครัวออกมาเพื่อจะเอามาทำลายป้าของตนเองทำให้พี่ชายต้องเข้ามาห้าม

ซึ่งหลังจากที่ถูกห้ามแล้วเขาก็เดินออกไปนอกบ้านหลังจากนั้นก็ไปจุดไฟเผากระท่อมซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างของบ้านทุกคนจึงต้องพากันไปดับไฟแล้วพากันไล่ให้นายท็อปออกไปจากบริเวณที่ไฟไหม้กระท่อมซึ่งทุกคนก็เห็นว่าเขาเดินกลับมาที่บ้านพักจึงไม่ได้สนใจอะไรเพราะทุกคนต่างก็มัวแต่ดับไฟที่กระท่อมแต่หลังจากดับไฟที่กระท่อมเสร็จปุ๊บหันมาอีกทีก็พบว่าบ้านที่อยู่กันนั้นบริเวณชั้น 2 มีไฟไหม้อยู่จึงได้มีการโทรตามรถดับเพลิงเข้ามาช่วยเหลือ

และเมื่อทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงก็พบว่าคนที่ก่อเหตุจุดไฟนั่นก็คือนายเพราะนั่นเองส่วนตัวเขาเองนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างของบ้านที่เกิดเพลิงไหม้เจ้าหน้าที่ต้องเรียกร้องอยู่นานกว่าเขาจะออกมาซึ่งหลังจากที่มีการดับไปสักพักนึงก็สามารถควบคุมเพลิงได้แต่บ้านก็ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

ด้านเจ้าของบ้านจึงร้องขอให้ทางการช่วยหาบ้านให้อยู่ชั่วคราวก่อนและให้ประสานงานนำตัวนายท็อปไปรักษาอาการบ้า

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  www.ufabet.com เริ่มเดิมพัน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถูกนักศึกษาประท้วงขอลดค่าเทอม

สถานการณ์โควิด-19 ทำพิษส่งผลให้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถูกนักศึกษาประท้วงขอลดค่าเทอม

             ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีกลุ่มนักศึกษาออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยลดค่าเทอม  30% เพื่อเป็นการเยียวยานักศึกษาที่ได้รับผลกระทบกับโควิด-19 โดยมองว่าทางมหาวิทยาลัยได้กำไรจากการศึกษาปีที่แล้วมากถึงสองพันล้าน บาทจึงอยากให้มหาวิทยาลัยนำเงินส่วนนั้นออกมาช่วยเหลือนักศึกษาซึ่งทางด้านอาจารย์ออกมาต่อว่าอธิการบดีถึงเรื่องที่มีการนำตำรวจมาข่มขู่นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องการขอลดค่าเทอมโดยอ้างการทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยไม่ยอมออกมาพูดคุยกับนักศึกษาด้วยดี  

มีรายงานออกมาจากกลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และตัวแทนผู้ปกครองต่างก็ออกมาเรียกร้องให้มาหาวิทยาลัยช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองในการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาแบบเท่าเทียมกันทุกคนประมาณ 30% เนื่องจากในปัจจุบันทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังคงระบาดจนถึงณขนาดนี้โดยเมื่อวันที่ 24 เดือนเมษายนปีพศ 2563

กลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ออกมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเพื่อที่เรียกร้องให้ทางอธิการบดีช่วยพิจารณาการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กับนักศึกษาเนื่องจากเดิมมีการลด 10% แล้วแต่ยังไม่เพียงพอเพราะปัจจุบันทุกครอบครัวยังคงต้องประสบปัญหาเรื่องของการไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายดังนั้นจึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยพิจารณาเพิ่มเป็นลด 30% 

ซึ่งทางกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องของสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันว่าขณะนี้ผู้ปกครองหลายคนกำลังประสบปัญหาเรื่องของรายได้ที่จะเข้ามาใช้จุนเจือครอบครัวการที่ทางมหาวิทยาลัยจะช่วยลดเรื่องของค่าเทอมโดยช่วยเหลือผู้ปกครองได้มากที่สุดเท่าที่มหาวิทยาลัยจะทำจะเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับทางผู้ปกครองเป็นอย่างมากอีกทั้งผู้ปกครองทุกคนก็อยากจะรู้ถึงความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของการเรียนการสอนว่าจะไปในทิศทางไหนจะได้กลับมาเรียนในมหาวิทยาลัยหรือจะได้เรียนผ่านทางระบบออนไลน์คู่ครองส่วนใหญ่อยากทราบความชัดเจน

เพื่อจะได้จะได้เตรียมตัวได้ถูกสัญญาณนักศึกษาเองก็มองว่ายิ่งหากมีการเปิดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์มหาวิทยาลัยยิ่งควรจะลดค่าเทอมลงมาซึ่งการที่มหาวิทยาลัยบอกว่าค่ารถค่าเทอมจะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดลงนั้นไม่เป็นความจริงฟังแล้วไม่เห็นสมเหตุสมผลเลยเพราะที่จริงแล้วมีการไปตรวจเช็ครายได้ของมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2562

พบว่าปีที่แล้วมหาวิทยาลัยได้กำไรจากการเรียนการสอนมาถึง 2.3 พันล้านบาทซึ่งในส่วนนั้นทางมหาวิทยาลัยสามารถนำมาช่วยเหลือนักศึกษาได้ซึ่งขณะที่ทางนักศึกษาเองได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอส่วนลดค่าเทอมนี้ ทางอธิการบดีก็ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาข่มขู่นักศึกษาว่าทำผิดพรก. ฉุกเฉินซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้หลังจากนั้นก็มีศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยออกมาต่อว่ามหาวิทยาลัยถึงเรื่องที่การเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาข่มขู่นักศึกษา

โดนมองว่าอาจจะลดค่าเทอมหรือไม่ลดค่าเทอมก็ควรมาคุยกับนักศึกษาดีๆไม่ควรเอาตำรวจมาข่มขู่นักศึกษาแบบนี้เพราะตั้งแต่นักศึกษาเรียกร้องในการลดค่าเทอมมาเขาก็ยังไม่เห็นอธิการบดีลงมาคุยกับนักศึกษาเลย

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  UFABET เว็บตรง